‘สุชาดี มณีวงศ์’ เบื้องหลังเสียงคุณภาพในวัย 76 ปี

Author:

คุ้นหู 40 ปีเพิ่งเผยใบหน้าแท้จริง!
เปิดภาพ ‘สุชาดี มณีวงศ์’ เจ้าของเสียงในตำนาน ‘กระจกหกด้าน’ ในวัย 76 ปี

หากใครเปิดโทรทัศน์ และเคยดูรายการสารคดี ‘กระจกหกด้าน’ อาจจะคุ้นเคยกับเพลงประกอบรายการ และเสียงผู้บรรยายรายการที่มีความนุ่มนวลปนความเคร่งขรึม

​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​

เจ้าของเสียงพากย์นั้นคือ ‘สุชาดี มณีวงศ์’ ผู้ผลิตรายการสารคดีวัย 76 ปี ที่ผ่านงานด้านสื่อมาอย่างสมบุกสมบัน กระทั่งมาผลิตรายการสารคดีที่ยืนหยัดอยู่คู่ทีวีไทยมาอย่างยาวนานถึง 40 ปี

เรียกได้ว่าเป็นคนหนึ่งที่โลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนมาครึ่งค่อนชีวิต จนกระทั่งมาเป็นเจ้าของรายการสารคดียอดนิยมอย่างทุกวันนี้

“ก่อนจะมาทำรายการกระจกหกด้าน ผ่านงานด้านสื่อมามากพอสมควรเลย ประมาณ 50 ปีเศษ ทำมาทุกอย่างทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นทั้งผู้สื่อข่าว

ผู้จัดการ จัดรายการวิทยุ เขียนคอลัมน์ ทำละครวิทยุ ละครโทรทัศน์ ผลิตรายการ ฯลฯ จากที่ทำงานด้านสื่อมาหลายอย่าง ก็เริ่มอยากจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง และสังคม


อาจจะดูแปลกอยู่เหมือนกันเพราะคนที่จะทำอะไรให้แก่สังคมได้ต้องรวยแล้ว แต่เราไม่อยากก้มหน้าก้มตาทำแต่งานของตัวเองไปอย่างเดียว เราอยากทำอะไรก็ได้ที่ให้คนมีความรู้ความเข้าใจ

และอยู่กันอย่างเป็นสุขร่มเย็นมากขึ้น สิ่งนี้มันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไม่น้อย” “เพราะหากพูดถึงรายการ ‘กระจกหกด้าน’ แน่นอนว่าหลายคนคงจะนึกถึงอินโทรเพลงเปิดรายการ


พร้อมด้วยเสียงผู้บรรยายที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนชื่อรายการ ‘กระจกหกด้าน’ นั้นมาจากคำสอนที่ว่า “คนเราทุกวันนี้ ดีแต่ส่องกระจกด้านหน้าแต่เพียงด้านเดียว

ให้เอากระจกหกด้านมาส่องเสียบ้างแล้วจะเห็นเอง” ดังนั้น รายการเลยจะแบ่งเป็น 6 หมวดหมู่ ซึ่งกำหนดเอาไว้เพื่อจะได้ง่ายต่อการทำงาน ได้แก่ ศิลปวัฒนธรรม ชีวิตและสิ่งแวดล้อม

อาหารและโภชนาการ สุขภาพและวิทยาศาสตร์ บุคคลและสังคม รวมถึงปกิณกะสาระคติค่ะ” “เนื้อหาช่วงแรกเขียนเองและมีจ้างคนบ้าง แต่ช่วงหลังถอยลงมาพบกันครึ่งทาง

ให้เด็กรุ่นใหม่เขียนงานบ้าง ซึ่งเขาก็มีแนวคิด มีอะไรน่าสนใจเยอะ ส่วนบรรณาธิการช่วงแรกก็มีหลายท่านมานั่ง แต่ระยะหลังไม่ค่อยมีใครอยากทำ เพราะเป็นงานยาก ละเอียด

เลยลงมาทำเอง อาจจะเป็นเพราะเราชอบดูรายการสารคดีและภาพยนตร์ดี ๆ จากต่างประเทศ มีพ่อแม่ชอบอ่านหนังสือเป็นตัวอย่าง ที่บ้านมีตู้หนังสือเต็มไปหมด

ทุกวันนี้เราภูมิใจมากเลยคือสมองยังทำงานได้ มีหลงๆ ลืมๆ บ้างเหมือนกัน แต่สักพักมันก็มา อีกอย่างคือนั่งสมาธิ ซึ่งมันเป็นการเอาขยะในลิ้นชักทิ้ง

แล้วเอาของดี ๆ มาเรียงใหม่ เมื่อเราจะไปหยิบไปจับอะไรมันก็เจอของที่เราได้เรียงไว้อย่างดี ไม่งั้นสมองเราจะรก การนั่งสมาธิทำให้เรามีสติในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ฟุ้งซ่าน

เราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีลูก 4 คน เลี้ยงมาตั้งแต่อายุ 28 ตอนเลิกกับสามี ลูก ๆ เขาก็ตั้งใจทำงาน คือไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีนะ แต่เขาก็รู้หน้าที่ของเขา ทั้งที่เราเลี้ยงด้วยตัวคนเดียว”